ตะลึง! เผยเรื่องราวประตูสู่นรก หลุมแก๊สดาร์วาซาที่ไฟลุกโชนไม่หยุด 50 กว่าปี

webmaster

투르크메니스탄 크레이터  지옥의 문 - **Awe-Inspiring Night at the 'Door to Hell'**
    A lone adventurer stands at a safe, respectful dis...

เพื่อนๆ เคยจินตนาการถึงสถานที่ที่ไฟลุกโชนไม่เคยดับมานานหลายสิบปี เหมือนปากทางสู่โลกบาดาลกันบ้างไหมคะ? ฉันเองบอกเลยว่าแค่คิดก็ขนลุกแล้ว! วันนี้แหละค่ะ ฉันจะพาทุกคนไปสำรวจหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าทึ่งและลึกลับที่สุดในโลก นั่นก็คือ “ประตูนรก” หรือปล่องก๊าซดาร์วาซาที่เติร์กเมนิสถานค่ะ!

หลายคนอาจจะรู้จักหลุมไฟยักษ์แห่งนี้ในฐานะสถานที่ที่ไฟลุกโชนไม่หยุดหย่อนมากว่า 50 ปี แต่เชื่อไหมคะว่าตอนนี้มีข่าวใหญ่ที่น่าตื่นเต้นมากๆ เลยนะ! ล่าสุดมีรายงานว่าเปลวไฟที่เคยโชติช่วงราวกับนรกได้หรี่ลงอย่างมากและกำลังถูกควบคุม นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะได้เห็นตำนานบทนี้ด้วยตาตัวเองก่อนที่มันจะกลายเป็นเพียงอดีต!

ฉันเองก็แทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะพาเพื่อนๆ ไปเจาะลึกเรื่องราวเบื้องหลัง ความเป็นมา และอนาคตของ “ประตูสู่นรก” ที่กำลังจะเปลี่ยนไปนี้ค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว มาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในหลุมไฟปริศนาแห่งนี้บ้าง!

โลกใต้พิภพที่หายใจเป็นเปลวไฟ: หลุมเพลิงดาร์วาซาคืออะไรกันแน่?

투르크메니스탄 크레이터  지옥의 문 - **Awe-Inspiring Night at the 'Door to Hell'**
    A lone adventurer stands at a safe, respectful dis...

ปริศนาแห่งเปลวไฟที่ไม่มีวันดับ

เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าบนโลกเรานี้มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ไฟลุกโชนมานานกว่า 50 ปีแล้ว ไม่มีใครดับได้เลย แถมยังตั้งอยู่กลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างอีกต่างหาก! พูดแล้วก็นึกถึงเรื่องราวแฟนตาซีเลยใช่ไหมล่ะคะ แต่นี่คือเรื่องจริงค่ะ!

“หลุมเพลิงดาร์วาซา” หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม “ประตูนรก” คือปล่องก๊าซธรรมชาติยักษ์ที่ไฟลุกไหม้อย่างต่อเนื่องในประเทศเติร์กเมนิสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่น้อยคนนักจะเคยได้ยินชื่อ แต่มันกลับซ่อนความลึกลับและน่าตื่นตาตื่นใจเอาไว้มากมาย ฉันเองบอกเลยว่าแค่ได้ยินเรื่องราวของมันก็รู้สึกเหมือนถูกมนต์สะกดแล้วค่ะ หลุมขนาดใหญ่ที่มีเปลวไฟสีส้มแดงเต้นระบำตลอดเวลา ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน มันเหมือนกับเป็นดวงตาแห่งโลกใต้พิภพที่กำลังจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลา และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือมันไม่ได้เกิดจากการตั้งใจสร้างของมนุษย์ แต่กลับเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ซึ่งทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แม้กระทั่งในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำ เราก็ยังหาคำตอบที่ชัดเจนและสมบูรณ์แบบให้กับมันไม่ได้ทั้งหมดเลยค่ะ

ทำไมใครๆ ถึงเรียกมันว่า “ประตูนรก”?

ลองจินตนาการภาพหลุมขนาดใหญ่ที่กว้างเกือบเท่าสนามฟุตบอล เปลวไฟลุกโชนเป็นสีส้มแดงตลอดเวลา เสียงก๊าซพวยพุ่งออกมาจากใต้ดิน และความร้อนที่แผ่ออกมารอบข้างจนสัมผัสได้ ยิ่งถ้าเป็นตอนกลางคืน บรรยากาศจะยิ่งชวนขนหัวลุก เพราะเปลวไฟจะสว่างเจิดจ้าตัดกับความมืดมิดของทะเลทราย เหมือนกับว่าเรากำลังยืนอยู่หน้าปากทางเข้าสู่โลกอีกมิติหนึ่งจริงๆ ค่ะ นักเดินทางหลายคนที่เคยไปเยือนต่างก็บรรยายความรู้สึกคล้ายๆ กันว่ามันทั้งน่ากลัวและน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูราวกับมาจากนรกภูมิ คนในท้องถิ่นและนักสำรวจจึงพร้อมใจกันเรียกมันว่า “ประตูนรก” หรือ “Door to Hell” ซึ่งเป็นชื่อที่ติดหูและดึงดูดความสนใจของผู้คนจากทั่วโลกได้เป็นอย่างดี แม้ว่าในความเป็นจริงมันจะเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา แต่ความรู้สึกที่ได้รับเมื่อได้เห็นมันด้วยตาตัวเองนั้น มันเกินกว่าคำว่าวิทยาศาสตร์ไปไกลมากเลยค่ะ มันปลุกความรู้สึกมหัศจรรย์และความยำเกรงต่อธรรมชาติได้อย่างเหลือเชื่อ ฉันเองก็อยากไปสัมผัสบรรยากาศแบบนั้นดูสักครั้งจริงๆ นะคะ

เบื้องหลังม่านควัน: จุดเริ่มต้นของหลุมเพลิงยักษ์

ย้อนรอยค้นพบ: อุบัติเหตุที่กลายเป็นตำนาน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1971 ในช่วงที่เติร์กเมนิสถานยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ทีมนักธรณีวิทยาโซเวียตได้เดินทางมายังทะเลทรายคาราคุม เพื่อสำรวจหาแหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่นี้ พวกเขาพบกับสถานที่แห่งหนึ่งที่เชื่อว่ามีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ดิน จึงตัดสินใจตั้งแคมป์และเริ่มเจาะสำรวจ แต่แล้วเรื่องราวที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!

ระหว่างการเจาะดิน โครงสร้างของพื้นดินเกิดพังทลายลงอย่างกะทันหัน ทำให้แท่นขุดเจาะและอุปกรณ์ทั้งหมดตกลงไปในหลุมขนาดมหึมาที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งก๊าซมีเทนจำนวนมหาศาลก็เริ่มพวยพุ่งออกมาจากหลุมนั้น นี่ไม่ใช่แค่หลุมธรรมดา แต่มันคือปล่องที่เปิดออกสู่แหล่งก๊าซใต้ดินขนาดใหญ่ และแน่นอนว่าก๊าซมีเทนที่รั่วไหลออกมานั้นเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในบริเวณใกล้เคียงอย่างร้ายแรง ถ้าไม่มีการจัดการอะไรเลย มันอาจจะกลายเป็นหายนะทางสิ่งแวดล้อมได้เลยค่ะ การตัดสินใจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานหลุมเพลิงดาร์วาซาที่เราเห็นกันในปัจจุบันนี้

ใครคือผู้จุดประกายไฟแห่งนี้?

เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ก๊าซมีเทนรั่วไหลออกมาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทีมวิศวกรและนักธรณีวิทยาจึงต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว พวกเขาปรึกษาหารือกันและลงความเห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะหยุดการรั่วไหลของก๊าซมีเทนที่เป็นอันตรายนี้ คือการจุดไฟเผาก๊าซทิ้งให้หมดไป นักวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้นเชื่อว่าก๊าซจะถูกเผาไหม้จนหมดภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หรืออย่างมากก็ไม่กี่เดือน การตัดสินใจครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลในเวลานั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ก๊าซพิษแพร่กระจายไปในอากาศและเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้คนและสัตว์ แต่ใครจะไปคิดล่ะคะว่าสิ่งที่พวกเขาคิดว่าจะดับลงในไม่ช้า กลับกลายเป็นเปลวไฟที่โหมกระหน่ำไม่เคยหยุดนิ่งมานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว!

สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงพลังและความไม่แน่นอนของธรรมชาติ ที่บางครั้งการคาดการณ์ของมนุษย์ก็ไม่สามารถเทียบได้เลยค่ะ จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่าบางทีสิ่งที่เริ่มต้นจากเจตนาดีก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เราคาดไม่ถึงได้เช่นกันนะคะ

Advertisement

มนต์เสน่ห์แห่งเปลวไฟ: ทำไมหลุมนี้ถึงดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก?

ประสบการณ์สุดระทึกที่ไม่เหมือนใคร

สำหรับฉันแล้ว การได้เห็นสิ่งที่หาดูได้ยากในโลกนี้มันคือประสบการณ์ที่น่าจดจำที่สุดค่ะ และ “ประตูนรก” ก็เป็นหนึ่งในลิสต์ที่นักเดินทางสายผจญภัยหลายคนใฝ่ฝันอยากจะไปเยือนสักครั้งในชีวิต ลองคิดดูสิคะว่าการได้ยืนอยู่ริมขอบหลุมยักษ์ที่เปลวไฟลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ความร้อนที่แผ่ออกมาสัมผัสได้ถึงผิวหนัง เสียงก๊าซที่ปะทุขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์ไซไฟ มันคือประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้วค่ะ ยิ่งตอนกลางคืน ภาพของเปลวไฟสีส้มแดงที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดของทะเลทรายนั้นงดงามจนน่าขนลุก ทำให้รู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งจริงๆ มันไม่ใช่แค่การไปดูวิวสวยๆ แต่เป็นการไปสัมผัสพลังงานอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ยังคงทำงานอยู่เบื้องล่าง มันปลุกเร้าความรู้สึกตื่นเต้น ประหลาดใจ และท้าทายในตัวเราไปพร้อมๆ กัน ซึ่งฉันเชื่อว่านี่แหละคือสิ่งที่ดึงดูดนักผจญภัยให้หลั่งไหลไปเยือนไม่ขาดสาย ยิ่งช่วงนี้มีข่าวว่าไฟกำลังจะถูกควบคุม ยิ่งทำให้หลายคนอยากรีบไปสัมผัสประสบการณ์นี้ก่อนที่มันจะกลายเป็นเพียงตำนานค่ะ

การเดินทางสู่ดินแดนลี้ลับ

การเดินทางไปยังหลุมเพลิงดาร์วาซานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ เพราะมันตั้งอยู่กลางทะเลทรายคาราคุมอันกว้างใหญ่ไพศาลในเติร์กเมนิสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่มีข้อจำกัดในการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก การเดินทางมักจะต้องผ่านการวางแผนที่ซับซ้อนและต้องใช้บริการทัวร์ท้องถิ่นเพื่อเข้าไปในพื้นที่ เนื่องจากถนนหนทางไม่ได้สะดวกสบายเหมือนเมืองใหญ่ๆ แต่ความลำบากในการเดินทางนี่แหละค่ะที่กลับกลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง เพราะมันทำให้การไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นรู้สึกพิเศษและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เมื่อไปถึงแล้วนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะเลือกพักค้างแรมกลางทะเลทราย เพื่อจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของ “ประตูนรก” ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน การได้กางเต็นท์นอนใต้แสงดาว ท่ามกลางความเงียบสงัดของทะเลทราย โดยมีเปลวไฟจากหลุมเป็นฉากหลัง ถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครและเป็นที่ใฝ่ฝันของนักผจญภัยตัวจริงเลยค่ะ ฉันเองก็เคยดูสารคดีเกี่ยวกับการเดินทางไปที่นั่น เห็นแล้วก็อดอิจฉาไม่ได้เลยค่ะ มันเป็นการผสมผสานระหว่างการผจญภัย การสำรวจ และการได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดในแบบที่หาได้ยากจริงๆ

สัญญาณเตือนจากใต้พิภพ: อนาคตของหลุมไฟที่กำลังจะเปลี่ยนไป

รัฐบาลเติร์กเมนิสถานกับแผนการควบคุมเปลวไฟ

เพื่อนๆ คงเคยได้ยินข่าวล่าสุดกันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะว่า “ประตูนรก” ที่เคยลุกโชนมานานหลายสิบปี ตอนนี้กำลังจะถูกควบคุมและอาจจะถูกปิดลงในที่สุด! เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะคะ เพราะประธานาธิบดีของเติร์กเมนิสถานได้สั่งการให้หาทางดับเปลวไฟนี้มาหลายครั้งแล้ว เนื่องจากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การสิ้นเปลืองก๊าซธรรมชาติอันมีค่า และความไม่ปลอดภัยต่อการท่องเที่ยวที่อาจเกิดขึ้นได้ การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะจัดการกับปรากฏการณ์นี้อย่างจริงจัง ซึ่งมันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเลยค่ะ ถ้าทำสำเร็จ เราอาจจะไม่ได้เห็นเปลวไฟอันเป็นเอกลักษณ์ของดาร์วาซาอีกต่อไป การหรี่ลงของเปลวไฟที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ อาจจะเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่เราจะได้เห็นหลุมไฟยักษ์แห่งนี้อยู่ในความดูแลและควบคุมของมนุษย์ ซึ่งถ้ามองในแง่ของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร มันก็เป็นเรื่องที่ดีนะคะ แต่ในฐานะคนชอบเรื่องลึกลับและปรากฏการณ์ธรรมชาติ ฉันก็แอบเสียดายอยู่เหมือนกันค่ะ

Advertisement

โอกาสสุดท้ายที่จะได้เห็นตำนานนี้

เมื่อมีข่าวออกมาว่าเปลวไฟของ “ประตูนรก” กำลังจะถูกควบคุมและอาจจะถูกปิดลงในไม่ช้า นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนสำหรับนักเดินทางทั่วโลกที่ใฝ่ฝันอยากจะไปเยือนสักครั้งค่ะ เพราะนี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะได้เห็นตำนานบทนี้ด้วยตาตัวเองก่อนที่มันจะกลายเป็นเพียงอดีตไปจริงๆ ค่ะ ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นและอยากจะรีบไปดูด้วยตาตัวเองก่อนที่มันจะหายไป สำหรับคนที่ยังไม่เคยไปเยือน นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะวางแผนการเดินทางและสัมผัสความยิ่งใหญ่ของหลุมเพลิงนี้ ก่อนที่มันจะถูกเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล ลองคิดดูสิคะว่าการได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าทึ่งก่อนที่มันจะสิ้นสุดลง มันจะน่าจดจำแค่ไหน ฉันเชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกเดียวกับฉัน คืออยากไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์นี้ไว้ในความทรงจำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะบางสิ่งบางอย่างเมื่อหายไปแล้วก็ยากที่จะเรียกกลับคืนมาได้อีกนะคะ

ถอดรหัสปริศนา: มีก๊าซอะไรบ้างที่ทำให้ไฟลุกโชนไม่หยุด?

องค์ประกอบทางธรณีวิทยาของหลุมดาร์วาซา

การที่ไฟลุกโชนอยู่ตลอดเวลากว่า 50 ปีไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยค่ะ แสดงว่าใต้พื้นผิวโลกบริเวณนั้นต้องมีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่มากๆ ซ่อนอยู่ และที่สำคัญคือต้องมีองค์ประกอบทางธรณีวิทยาที่เอื้ออำนวยให้ก๊าซเหล่านี้สามารถพวยพุ่งขึ้นมาสู่ผิวโลกได้ การศึกษาทางธรณีวิทยาพบว่าทะเลทรายคาราคุม ซึ่งเป็นที่ตั้งของหลุมดาร์วาซา เป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยแหล่งก๊าซธรรมชาติใต้ดินจำนวนมหาศาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน นอกจากนี้ โครงสร้างของชั้นหินใต้ดินก็เอื้อให้เกิดการสะสมและกักเก็บก๊าซเหล่านี้ไว้ได้ดี และเมื่อเกิดการทรุดตัวของพื้นดินจากการเจาะสำรวจ ก็เหมือนเป็นการเปิดประตูระบายก๊าซเหล่านี้ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรง ทำให้เกิดการลุกไหม้ได้ตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีก๊าซไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ไฟก็ยังคงลุกโชนอยู่เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าทึ่งและบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนถึงการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนด้วยนะคะ

ก๊าซมีเทน ตัวการสำคัญ

จากผลการสำรวจและวิเคราะห์ นักวิทยาศาสตร์พบว่าก๊าซหลักที่พวยพุ่งออกมาจากหลุมดาร์วาซาและเป็นเชื้อเพลิงให้ไฟลุกโชนอย่างต่อเนื่องคือก๊าซมีเทน (Methane) ค่ะ ก๊าซมีเทนเป็นก๊าซธรรมชาติที่ติดไฟได้ง่ายและเมื่อลุกไหม้แล้วจะให้ความร้อนสูง แถมยังเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนอีกด้วย การที่ก๊าซมีเทนจำนวนมหาศาลรั่วไหลออกมาจากหลุมนี้และถูกเผาไหม้อยู่ตลอดเวลาจึงเป็นทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าทึ่งและเป็นเรื่องที่น่ากังวลในแง่ของสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ซึ่งนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลเติร์กเมนิสถานต้องการควบคุมและดับเปลวไฟนี้ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรักษาทรัพยากรก๊าซธรรมชาติเอาไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคต แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะที่จะจัดการกับแหล่งก๊าซใต้ดินขนาดใหญ่ที่ยังคงปะทุขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจองค์ประกอบของก๊าซและลักษณะทางธรณีวิทยาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนแก้ไขปัญหาในระยะยาวค่ะ

เตรียมตัวก่อนไปเยือน: ข้อควรรู้สำหรับนักผจญภัยที่อยากเห็น “ประตูนรก”

투르크메니스탄 크레이터  지옥의 문 - **Desert Expedition to the Fiery Crater**
    A wide-angle, slightly elevated shot captures a rugged...

การเดินทางและที่พัก

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังวางแผนจะไปเยือน “ประตูนรก” ฉันมีคำแนะนำดีๆ มาฝากค่ะ การเดินทางไปเติร์กเมนิสถานต้องเตรียมตัวพอสมควร เพราะประเทศนี้มีขั้นตอนการขอวีซ่าที่ค่อนข้างเข้มงวดและซับซ้อนกว่าประเทศอื่นๆ ทั่วไป ดังนั้นควรเริ่มดำเนินการล่วงหน้านานๆ นะคะ ส่วนการเดินทางไปยังหลุมดาร์วาซาเองนั้น มักจะต้องเหมารถขับเคลื่อนสี่ล้อพร้อมคนขับและไกด์นำทางจากเมืองอาชกาบัต (Ashgabat) ซึ่งเป็นเมืองหลวง หรือจากเมืองดาโชกุซ (Dashoguz) เพราะมันตั้งอยู่กลางทะเลทราย ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงได้สะดวกค่ะ แนะนำให้ติดต่อบริษัททัวร์ท้องถิ่นที่เชี่ยวชาญ ซึ่งจะมีแพ็คเกจการเดินทางรวมที่พักด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วการพักแรมใกล้ๆ หลุมดาร์วาซาจะเป็นการตั้งแคมป์กลางทะเลทรายค่ะ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากๆ แต่ก็ต้องเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวให้พร้อมนะคะ เพราะกลางคืนในทะเลทรายอากาศจะหนาวจัด ถึงแม้จะมีกองไฟอุ่นๆ จากหลุมเพลิงดาร์วาซาคอยให้ความอบอุ่นอยู่บ้างก็ตาม การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้การเดินทางราบรื่นและปลอดภัยค่ะ

เคล็ดลับความปลอดภัยที่ไม่ควรมองข้าม

แม้ว่า “ประตูนรก” จะเป็นสถานที่ที่น่าตื่นเต้นและดึงดูดใจ แต่เรื่องความปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ อันดับแรกเลยคือห้ามเข้าใกล้ขอบหลุมมากเกินไปเด็ดขาด เพราะพื้นดินรอบๆ อาจจะไม่แข็งแรงและอาจมีการทรุดตัวได้ตลอดเวลา อีกทั้งความร้อนจากเปลวไฟและก๊าซที่ปะทุออกมาก็อาจเป็นอันตรายได้ค่ะ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของไกด์นำทางอย่างเคร่งครัดเสมอ นอกจากนี้ ควรเตรียมอุปกรณ์กันแดดให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นหมวก แว่นกันแดด หรือครีมกันแดด เพราะแสงแดดในทะเลทรายแรงมากๆ ค่ะ และที่สำคัญอย่าลืมเตรียมน้ำดื่มให้เพียงพอตลอดการเดินทางด้วยนะคะ เพราะในทะเลทรายหาซื้อน้ำดื่มยากมากๆ และสภาพอากาศอาจทำให้เรากระหายน้ำมากกว่าปกติ ส่วนเสื้อผ้าก็ควรเป็นเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีในตอนกลางวันและมีเสื้อกันหนาวอุ่นๆ สำหรับตอนกลางคืนค่ะ การเดินทางไปยังสถานที่ธรรมชาติที่ยังไม่ถูกปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มรูปแบบแบบนี้ เราต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ทริปผจญภัยของเราเป็นไปอย่างสนุกและปลอดภัยค่ะ

หัวข้อ รายละเอียด
ชื่อเรียกอื่นๆ หลุมเพลิงดาร์วาซา (Darvaza Gas Crater), ประตูสู่นรก (Door to Hell), ประตูสู่โลกบาดาล
ตำแหน่ง ทะเลทรายคาราคุม ประเทศเติร์กเมนิสถาน
เส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 69 เมตร (226 ฟุต)
ความลึกโดยประมาณ 30 เมตร (98 ฟุต)
ปีที่เริ่มลุกไหม้ ค.ศ. 1971
สถานะปัจจุบัน เปลวไฟลดลงอย่างมากและอยู่ระหว่างการควบคุม
Advertisement

บทเรียนจากดาร์วาซา: เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้?

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

จากเรื่องราวของ “ประตูนรก” เราได้เห็นถึงผลกระทบที่ซับซ้อนทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจค่ะ ในด้านสิ่งแวดล้อม การที่ก๊าซมีเทนรั่วไหลและถูกเผาไหม้อยู่ตลอดเวลาเป็นเวลาหลายทศวรรษนั้น ส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่ามีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในบริเวณใกล้เคียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนในด้านเศรษฐกิจ แม้ว่าหลุมเพลิงนี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลกและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ แต่การสูญเสียก๊าซธรรมชาติอันมีค่าไปกับการเผาไหม้โดยเปล่าประโยชน์ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะก๊าซมีเทนเป็นทรัพยากรพลังงานที่สำคัญที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีกมากมาย การพยายามควบคุมเปลวไฟจึงเป็นความพยายามที่จะรักษาสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่เราควรเรียนรู้จากการจัดการกับปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบนี้นะคะ

ความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

เรื่องราวของ “ประตูนรก” ทำให้ฉันได้ฉุกคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอยู่เสมอค่ะ จุดเริ่มต้นของหลุมเพลิงนี้เกิดจากความพยายามของมนุษย์ที่จะสำรวจและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็กลายเป็นปรากฏการณ์ที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์มานานหลายสิบปี นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าธรรมชาติมีความยิ่งใหญ่และมีพลังเหนือการควบคุมของมนุษย์เสมอ แม้เราจะพยายามทำความเข้าใจและจัดการกับมันมากแค่ไหนก็ตาม บทเรียนสำคัญที่เราได้รับคือการที่เราต้องเคารพและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ตามมาในระยะยาว การที่เติร์กเมนิสถานพยายามจะควบคุมเปลวไฟในตอนนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะสร้างสมดุลนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งฉันหวังว่าความพยายามครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและเป็นกรณีศึกษาที่ดีให้กับเราทุกคนได้เรียนรู้ต่อไปค่ะ

글을มาใน

จะเห็นได้ว่า “ประตูนรก” แห่งดาร์วาซาไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติธรรมดาๆ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ฉันเองก็รู้สึกทึ่งในพลังและความลึกลับของมันเสมอมา พร้อมกับแอบเสียดายเล็กๆ ที่ตำนานแห่งเปลวไฟนี้กำลังจะเข้าสู่บทสรุปที่แตกต่างออกไป แต่ก็เข้าใจได้ถึงความจำเป็นในการดูแลสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรนะคะ

หวังว่าเรื่องราวที่ฉันนำมาเล่าในวันนี้จะทำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักและหลงใหลในเสน่ห์ของหลุมเพลิงนี้มากขึ้น และถ้าใครมีโอกาส ฉันก็ขอแนะนำให้ลองไปสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้ด้วยตัวเองก่อนที่มันจะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต เพราะบางสิ่งบางอย่าง…เมื่อจากไปแล้วก็ยากที่จะหวนคืนมาได้อีกจริงๆ ค่ะ

Advertisement

อัลฟามอนที่ให้มา

1.

การขอวีซ่าเติร์กเมนิสถาน:

เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าพอสมควรเลยค่ะ เพราะขั้นตอนค่อนข้างซับซ้อนและใช้เวลา ควรศึกษาข้อมูลจากสถานทูตหรือบริษัททัวร์ที่เชี่ยวชาญโดยตรง และควรเริ่มต้นกระบวนการอย่างน้อย 2-3 เดือนก่อนเดินทาง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องเอกสารและสามารถเดินทางได้อย่างราบรื่น การมีจดหมายเชิญจากบริษัททัวร์ในประเทศเติร์กเมนิสถานจะช่วยให้การขอวีซ่าง่ายขึ้นมากเลยค่ะ อย่าลืมตรวจสอบวันหมดอายุของหนังสือเดินทางให้ดีด้วยนะคะ และเตรียมเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันการเดินทางและหลักฐานการจองที่พัก ให้ครบถ้วนเพื่อความสะดวกในการยื่นขอวีซ่าค่ะ

2.

สภาพอากาศในทะเลทราย:

ทะเลทรายคาราคุมมีสภาพอากาศที่แตกต่างกันสุดขั้วในแต่ละช่วงเวลาจริงๆ ค่ะ กลางวันอาจร้อนจัดถึง 40-50 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม) แต่กลางคืนอุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็วจนอาจหนาวเย็นถึงจุดเยือกแข็งได้ในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน – มีนาคม) ดังนั้นการเตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับทุกสภาพอากาศเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรมีทั้งเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีสำหรับกลางวัน และเสื้อกันหนาวหนาๆ พร้อมอุปกรณ์กันหนาวสำหรับกลางคืนที่ต้องตั้งแคมป์กลางทะเลทรายค่ะ

3.

การเตรียมตัวด้านสุขภาพ:

เนื่องจากการเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกลและสภาพอากาศที่ค่อนข้างสุดขั้ว ควรพกยาประจำตัวและยาที่จำเป็นสำหรับอาการเจ็บป่วยทั่วไป เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ ยาแก้ท้องเสีย หรือพลาสเตอร์ปิดแผล ติดตัวไปด้วยเสมอ การฉีดวัคซีนที่จำเป็นตามคำแนะนำของแพทย์ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามนะคะ เช่น วัคซีนป้องกันไข้ไทฟอยด์และบาดทะยัก และควรระมัดระวังเรื่องอาหารและน้ำดื่ม โดยเลือกดื่มน้ำที่บรรจุขวดเท่านั้น เพื่อป้องกันอาการท้องเสียหรือเจ็บป่วยระหว่างการเดินทางค่ะ

4.

การแลกเปลี่ยนเงินตรา:

สกุลเงินท้องถิ่นของเติร์กเมนิสถานคือมานัต (Manat) ซึ่งไม่สามารถหาแลกได้ง่ายนักนอกประเทศค่ะ ควรนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) หรือยูโร (EUR) ไปแลกที่ธนาคารหรือเคาน์เตอร์แลกเงินในเมืองหลวงอย่างอาชกาบัต หรือตามเมืองใหญ่ๆ ที่มีบริการ การใช้บัตรเครดิตหรือเดบิตอาจไม่สะดวกนักในพื้นที่ห่างไกลหรือตามร้านค้าเล็กๆ ดังนั้นควรมีเงินสดติดตัวไว้ให้เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายต่างๆ และเผื่อกรณีฉุกเฉินด้วยนะคะ

5.

การเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น:

เติร์กเมนิสถานเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมและประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลาม ควรแต่งกายสุภาพเมื่อเข้าเยี่ยมชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือสถานที่ราชการ และควรทำความเข้าใจกับข้อห้ามหรือข้อควรปฏิบัติบางอย่าง เช่น การถ่ายภาพบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการแสดงความรักในที่สาธารณะ การแสดงความเคารพต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นจะช่วยให้การเดินทางราบรื่นและสร้างความประทับใจให้กับผู้คนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ชาวเติร์กเมนิสถานเป็นคนใจดีและเป็นมิตรมากๆ ค่ะ

รายละเอียดที่สำคัญ

หลุมเพลิงดาร์วาซา หรือที่เรารู้จักกันในนาม “ประตูนรก” คือปล่องก๊าซธรรมชาติยักษ์ที่ไฟลุกไหม้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 ในทะเลทรายคาราคุม ประเทศเติร์กเมนิสถาน มีต้นกำเนิดมาจากการที่นักธรณีวิทยาโซเวียตทำการสำรวจแล้วเกิดอุบัติเหตุพื้นดินถล่มลงไปสู่แหล่งก๊าซมีเทนใต้ดิน การตัดสินใจจุดไฟเผาก๊าซเพื่อป้องกันอันตรายกลับทำให้มันลุกโชนต่อเนื่องยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าทึ่งและดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลกที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์สุดระทึกที่ไม่เหมือนใคร จนกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศที่น้อยคนนักจะเคยได้ยินชื่อนี้จริงๆ ค่ะ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลเติร์กเมนิสถานกำลังมีแผนการที่จะควบคุมและอาจจะดับเปลวไฟนี้อย่างถาวร ด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซมีเทนที่เป็นก๊าซเรือนกระจกและมีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และการสิ้นเปลืองทรัพยากรก๊าซธรรมชาติอันมีค่า การดำเนินการดังกล่าวจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ “ประตูนรก” แห่งนี้ ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับนักผจญภัยที่ใฝ่ฝันอยากจะไปเยือนเพื่อเป็นสักขีพยานต่อตำนานที่กำลังจะสิ้นสุดลง การเดินทางไปเยือนต้องมีการเตรียมตัวอย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องวีซ่า สภาพอากาศ การดูแลสุขภาพ และการเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย และเพื่อซึมซับบทเรียนอันล้ำค่าจากความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันอยากจะเน้นย้ำมากๆ เลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ประตูสู่นรก หรือหลุมก๊าซดาร์วาซา ที่กำลังเป็นข่าวนี้คืออะไรกันแน่คะ?

ตอบ: เพื่อนๆ หลายคนอาจจะเคยเห็นรูปหลุมไฟยักษ์กลางทะเลทรายกันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ? เจ้าหลุมไฟที่ว่านี้แหละค่ะ คือ “ประตูสู่นรก” หรือชื่ออย่างเป็นทางการที่คนเติร์กเมนิสถานตั้งให้ใหม่ว่า “แสงสว่างแห่งทะเลทรายคาราคุม” (Shining of Karakum) ซึ่งมันคือปล่องก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ยักษ์ที่ตั้งอยู่ในทะเลทรายคาราคุม ประเทศเติร์กเมนิสถานค่ะ ลองจินตนาการดูนะคะว่าหลุมนี้กว้างประมาณ 60-70 เมตร ลึกราว 20-30 เมตรเชียวนะคะ!
ตอนกลางคืนนี่เปลวไฟสีส้มแดงที่พวยพุ่งขึ้นมาทำให้มันดูเหมือนปากทางสู่ยมโลกจริงๆ ค่ะ น่าขนลุกสุดๆ แต่ก็สวยแปลกตามากๆ เลยค่ะ

ถาม: ทำไมไฟถึงลุกไหม้อยู่ตลอดเวลามานานกว่า 50 ปีเลยล่ะคะ แล้วมันเกิดขึ้นมาได้ยังไง?

ตอบ: เรื่องราวของ “ประตูสู่นรก” นี่ต้องย้อนกลับไปประมาณปี 1971 เลยค่ะ ตอนนั้นนักธรณีวิทยาชาวโซเวียตกำลังสำรวจหาแหล่งก๊าซธรรมชาติอยู่กลางทะเลทรายนี่แหละค่ะ แต่บังเอิญไปเจาะผิดพลาด ทำให้พื้นดินตรงนั้นยุบตัวลงไปเป็นหลุมใหญ่ แล้วก๊าซมีเทนใต้ดินจำนวนมหาศาลก็รั่วไหลออกมา ด้วยความที่ก๊าซมีเทนมันอันตรายมากๆ ทั้งเป็นพิษและติดไฟง่าย พวกเขาก็เลยตัดสินใจจุดไฟเผามันทิ้งซะเลยค่ะ โดยคาดว่าจะใช้เวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์ ไฟก็คงจะดับไปเอง แต่ผิดคาดไปเยอะเลยค่ะ!
เพราะใต้หลุมนั้นมีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่คอยเติมเชื้อเพลิงให้ไฟได้ลุกโชนอยู่ตลอดเวลาไม่มีวันหมด ทำให้ไฟที่นี่ลุกไหม้ต่อเนื่องมานานกว่า 50 ปี จนถึงทุกวันนี้นี่แหละค่ะ ฉันเองก็เคยคิดนะว่ามันต้องมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้นแน่ๆ แต่พอได้รู้เรื่องราวเบื้องหลังก็รู้สึกทึ่งในความบังเอิญของธรรมชาติและผลจากฝีมือมนุษย์มากๆ ค่ะ

ถาม: ที่มีข่าวว่าเปลวไฟที่ประตูสู่นรกกำลังจะดับลง หรือถูกควบคุมได้แล้ว นี่คือเรื่องจริงเหรอ? แล้วอนาคตของมันจะเป็นยังไงต่อไป?

ตอบ: จริงแท้แน่นอนเลยค่ะเพื่อนๆ! เป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้หลายคนตื่นเต้นและอยากไปเห็นด้วยตาตัวเองก่อนที่มันจะหายไปเลยนะ! ล่าสุดเมื่อช่วงกลางปี 2025 นี้ ทางการเติร์กเมนิสถานและบริษัทพลังงาน Turkmengaz ได้ออกมาประกาศว่าเปลวไฟที่เคยโชติช่วงราวกับนรกได้หรี่ลงไปอย่างมากแล้วค่ะ มีรายงานจากนักวิทยาศาสตร์ว่าขนาดของไฟลดลงไปถึง “สามเท่า” เลยนะคะ เมื่อเทียบกับช่วงเดือนสิงหาคมปี 2023 ตอนนี้ถ้าไม่ได้เข้าไปใกล้ๆ แทบจะมองไม่เห็นเปลวไฟแล้วค่ะ จากที่เมื่อก่อนมองเห็นได้จากระยะไกลหลายกิโลเมตรความพยายามครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกนะคะ แต่เป็นความพยายามที่จริงจังกว่าเดิม รัฐบาลเติร์กเมนิสถานมีนโยบายที่อยากจะลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนอย่างรุนแรง รวมถึงต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรก๊าซธรรมชาติอันล้ำค่าที่ถูกเผาทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์มานาน ทางการได้ใช้วิธีขุดเจาะบ่อ “บายพาส” รอบๆ หลุมเพื่อดักจับก๊าซมีเทนที่รั่วไหลออกมา ทำให้ปริมาณเชื้อเพลิงที่จะมาเลี้ยงไฟลดลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะสำหรับอนาคตของ “ประตูสู่นรก” นี้ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจะดับสนิทเมื่อไหร่ หรืออาจจะแค่หรี่ลงแล้วยังคงคุกรุ่นอยู่แบบนี้ไปอีกนาน แต่ที่แน่ๆ คือการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญมากๆ ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของเติร์กเมนิสถานเลยนะคะ ส่วนตัวฉันคิดว่านี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะได้เห็นตำนานบทนี้ด้วยตาตัวเองก่อนที่มันจะกลายเป็นเพียงอดีตที่เล่าขานกันไปตลอดกาลก็ได้ค่ะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement